Friday, February 3, 2017

ศธ.ร่วมกับ C.P.Group จัดอบรมโครงการเสริมสร้างศักยภาพการทำงานเป็นทีม "รวมพลังสร้างสรรค์ทีม” (The Synergy Teamwork) กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา ครั้งที่ 2

จังหวัดนครราชสีมา - กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P.Group) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการกลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและทีมงาน ครั้งที่ 2 ตามโครงการเสริมสร้างศักยภาพการทำงานเป็นทีม “รวมพลังสร้างสรรค์ทีม” (The Synergy Teamwork for education: Transformation Ministry of Education in collaboration with C.P. Group) ภายใต้คอนเซ็ปท์ "MOE One Team" เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการทำงานเป็นทีมให้เกิดพลังขององค์กร (
Synergy) รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิผล (Effective Team Building Skill) ตลอดจนทักษะภาวะผู้นำที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 (Essential Leadership Skills in the 21st Century) โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน/ครูวิชาการ และครู ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าอบรมในรุ่นนี้ 20 Cluster แยกเป็นส่วนกลาง/18 เขตตรวจราชการ/การศึกษาพิเศษ จำนวน 60 คน พร้อมทั้งคณะทำงาน (Observer) จำนวน 39 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 กุมภาพันธ์ 2560 ณ สถาบันพัฒนาผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P.Leadership Institute หรือ CPLI) อำเภอปากช่อง

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นประธานพิธีเปิดในครั้งนี้ กล่าวว่า เป็นวันหนึ่งที่รู้สึกดีใจมาก เพราะเคยผ่านการอบรมโครงการนี้มาแล้วร่วมกับคณะผู้บริหารระดับสูงสุดของกระทรวงศึกษาธิการเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 17-20 พฤศจิกายน 2559 โดยร่วมกับ CP ในการเสริมสร้างศักยภาพการทำงานเป็นทีม และรวมพลังสร้างสรรค์ทีมงานในการพัฒนาการศึกษาทุกระดับ ตามโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (Human Capital Development) : E5
ทั้งนี้ ได้ย้ำให้ผู้บริหารและครูที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมในครั้งนี้ทั้ง 20 โรงเรียน ให้น้อมนำแนวพระราชดำริ และพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ใส่เกล้าฯ เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
นอกจากี้ สพฐ. จะดำเนินการตาม แผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) โดยมียุทธศาสตร์ด้านการศึกษาที่จะดำเนินการ 6 ด้าน คือ 1) ความมั่นคง 2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ 4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
1) ความมั่นคง (Security)  สพฐ. ถือเป็นแกนหลักในการให้องค์ความรู้ การจัดกิจกรรม/โครงการสำหรับนักเรียน เพื่อทำให้ชาติบ้านเมืองมีความมั่นคง เช่น การให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องสถาบันหลักของชาติ  หรือการปลูกฝังเรื่องผลกระทบและปัญหาด้านยาเสพติด ฯลฯ นอกจากนี้ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ ฝากให้ไปคิดว่าเราจะดำเนินการอย่างไรบ้างในระดับสถานศึกษา เริ่มต้นด้วยการทลาย "ไซโล" ที่มีอยู่ในโรงเรียนของเราก่อนเป็นลำดับแรก แม้แต่ สพฐ. ก็มีกลุ่มที่หลากหลายทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษา และการศึกษาพิเศษ หรือกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีทั้งการอุดมศึกษา อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบฯ การศึกษาเอกชน ก็ต้องมาทลายไซโลให้ได้ โดยขอให้ สพฐ.เป็นแบบอย่างในการทลายไซโล เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันเป็นทีมได้อย่างแท้จริง
2) การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Competitiveness Enhancement) สิ่งสำคัญที่ สพฐ.ต้องเร่งดำเนินการคือ "เส้นทางชีวิตของนักเรียน" โดยครูและผู้บริหารต้องคิดว่านักเรียนเปรียบเสมือนเป็นลูกของเรา ต้องเริ่มต้นสร้างเส้นทางชีวิตสำหรับนักเรียนให้ได้ โครงการนี้ สพฐ.จะกำหนดออกมาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล คือ นอกจากเรียนเก่งแล้ว ต้องมีอาชีพ มีงานทำด้วย จึงฝากผู้บริหารและครูประจำชั้นช่วยกันสร้างกิจกรรมและแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นกับเด็ก เพื่อส่งต่อเด็กตั้งแต่ชั้น ป.1 เป็นต้นไปอย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษาตามเส้นทางชีวิตของแต่ละคน นอกจากนี้ เรื่องทวิภาคีและทวิศึกษา ก็ดำเนินการร่วมกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะ CP ที่เข้ามาร่วมมือกับ สพฐ. หลายเรื่อง เช่น การให้นักเรียนไปฝึกงานในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งนอกจากจะมีรายได้แล้ว สิ่งสำคัญที่เคยได้รับฟังจากเด็กที่ไปฝึกงานคือ "ได้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น" กล่าวคือ เมื่อหาเงินมาได้เอง ต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่า และการไปฝึกงานช่วยสร้างความรับผิดชอบทั้งระบบให้เกิดขึ้นในตัวเด็ก
นอกจากนี้ ในเรื่องของภาษาต่างประเทศ ก็เป็นเรื่องสำคัญต่อการส่งเสริมให้คนไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศได้ เช่น การส่งเสริมทักษะการสื่อสารด้านภาษาอังกฤษ การสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นในการเรียนภาษาอังกฤษ ฯลฯ
3) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่ง สพฐ. จะเน้นการเสริมสร้างศักยภาพเด็กให้เกิดขึ้นตามช่วงวัย โดย สพฐ.จะเริ่มต้นตั้งแต่หัวจนท้าย กล่าวคือจะจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล 1-3 เช่นเดียวกับภาคเอกชนซึ่งดำเนินการมาก่อนแล้ว จนกระทั่งเด็กจบชั้น ม.6 รวมไปถึงการศึกษาเพื่อคนสูงวัยด้วย ดังนั้น การดูแลพัฒนาตั้งแต่เด็กอนุบาล 1 ขึ้นไป จะทำให้ สพฐ. ดูแลพัฒนาเด็กได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนประเด็นการยกระดับคุณภาพการศึกษา เช่น การยกระดับผลสอบ O-NET ให้สูงขึ้น สพฐ.จะเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างให้เด็กมีอาชีพ มีงานทำ
4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม (Social Equality) การจัดการศึกษาในเขตพื้นที่สูงจังหวัดชายแดนภาคเหนือ (ชายขอบ) หรือการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของ สพฐ. เพราะมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามาก โดยโครงการสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้ดำเนินการ คือ การจัดหา "ผู้ช่วยสอน หรือติวเตอร์ Tutor)" ที่เก่งที่สุดและมีชื่อเสียงระดับประเทศในหลากหลายวิชา เช่น ครูอุ๊ เข้ามาช่วยบันทึกลงแผ่น CD เพื่อสำเนาให้โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศนำไปช่วยสอนให้แก่เด็ก รวมทั้งปรับพื้นฐานเด็กที่เรียนอ่อนให้มีความรู้พร้อมที่จะเรียนอย่างเข้มต่อไป และพื้นที่ใดที่ขาดแคลนครูผู้สอน หรือครูไม่ครบทุกวิชาเอกในโรงเรียน ก็จะใช้ CD เป็นตัวขับเคลื่อนได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้เด็กมีความเพลิดเพลินในการเรียนการสอนกับครูที่เก่ง ๆ ในขณะเดียวกัน ครูผู้สอนในแต่ละโรงเรียนก็จะได้เทคนิควิธีการจากครูที่เก่ง ๆ เหล่านี้ ถือเป็นตัวอย่างโครงการที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อีกแนวทางหนึ่ง
5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth) มีหลายโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการเศรษฐกิจพอเพียง นโยบายโรงเรียนคุณธรรม เป็นต้น ซึ่งโรงเรียน สพฐ. จะเป็นรากฐานในการส่งเสริมและปลูกฝังให้นักเรียนได้เรียนรู้ มีความเข้าใจ และตระหนักในการรักษาสิ่งแวดล้อม
6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ (Rebalancing and Public Sector Development) สพฐ.มีความร่วมมือกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ในหลายโครงการ หนึ่งในโครงการที่สำคัญคือ "สานพลังประชารัฐ" ซึ่งภาคเอกชนได้เข้ามาช่วยสนับสนุนสื่อต่าง ๆ มีทีมงานร่วมคิด ร่วมวางแผน และร่วมทำงานกับ สพฐ. ที่สำคัญโครงการอบรมครั้งนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ซึ่งเป็นการพัฒนาผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน CONNEXT ED (Leadership Program for Sustainable Education)
นอกจากยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ซึ่ง สพฐ.ได้กำหนดแผนงานโครงการไว้แล้ว มีโครงการที่สำคัญอื่น ๆ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องเร่งดำเนินการในปีงบประมาณนี้ คือ โครงการพัฒนาโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเร่งด่วน หรือโรงเรียน ICU (Intensive Care Unit) ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ดีมาก สพฐ. ต้องกลับมาพิจารณาว่า วิกฤตของการเป็นโรงเรียน ICU มีเรื่องอะไรบ้าง ในขณะเดียวกันผู้บริหารสถานศึกษาก็ต้องกลับไปมองโรงเรียนตนเองด้วยว่าโรงเรียนของเราเข้าขั้น ICU จริงหรือไม่ และโรงเรียนที่เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ทั้ง 20 โรงเรียน ก็ต้องช่วยคิดวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาโรงเรียน ICU ให้มีความเข้มข้น เพื่อให้โรงเรียนเหล่านั้นหลุดจากโครงการ ICU เพื่อพักฟื้นต่อไปด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ ต้องการให้มีการอบรม "ผู้นำการตลาด" โดยมุ่งหวังให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูได้เข้าใจการประชาสัมพันธ์โรงเรียนของตนเองว่า ได้จัดการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ แล้วส่งผลดีต่อชุมชนอย่างไรบ้าง ซึ่งโรงเรียนที่ดี ๆ จำนวนมากส่วนใหญ่ไม่ได้แบมือขอเงินจากรัฐบาลเท่านั้น แต่ได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้มีความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือโรงเรียนอยู่แล้ว เพียงแต่หากเราไม่เดินเข้าไปหา ก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือ จึงฝากประเด็นการเป็นนักการตลาด เพราะการตลาดในความหมายนี้ก็ทำเพื่อลูกหลานของเราทั้งสิ้น
อีกประเด็นที่เป็นปัญหาวิกฤตในบ้านเมืองของเราในเวลานี้ คือ "การไม่เคารพกฎจราจร" ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องการให้ สพฐ. เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้ นอกเหนือไปจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่ดำเนินการอยู่แล้ว เนื่องจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในบ้านเราสูงมาก ส่งผลให้มีคนเจ็บคนตายจำนวนมากมายในแต่ละปี คณะรัฐมนตรีจึงมอบกระทรวงศึกษาธิการช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนต้องจัดกิจกรรมและการเรียนการสอน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร ให้เด็กซึมซับการมีวินัยจราจรตั้งแต่เด็ก สามารถช่วยเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองได้หากขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพราะการไม่เคารพกฎจราจร นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตนเองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างอีกด้วย
ด้านการใช้จ่ายงบประมาณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องการให้ สพฐ. ใช้จ่ายเงินทุกบาทให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด เช่น การฝึกอบรมจะต้องตรงกับความต้องการของครู และสอดคล้องแต่ละสภาพพื้นที่อย่างแท้จริง ดังนั้น โครงการฝึกอบรมประชุมสัมมนาต่าง ๆ ที่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้แล้ว คงจะต้องรอก่อน เพื่อจัดให้มี Focus Group รับฟังความต้องการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้เสียก่อน
นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ได้กล่าวย้ำให้บุคลากรของ สพฐ. ได้รวมพลังสร้างสรรค์การขับเคลื่อนงานให้เกิดผลสำเร็จ เริ่มต้นที่โรงเรียนของเราที่จะต้องสลาย "ไซโล" ในโรงเรียนให้ได้ ขอให้หันหน้าเข้าหากัน  อย่าขัดแย้งกัน เพราะเด็ก ๆ จะได้รับประโยชน์หรือผลกระทบ ก็ล้วนมาจากความคิดและการกระทำของพวกเราทั้งสิ้น
การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการเสริมสร้างศักยภาพการทำงานเป็นทีม “รวมพลังสร้างสรรค์ทีม” หรือ MOE One Team ครั้งที่ 2  เป็นการอบรมต่อเนื่องจากรุ่นแรก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 ธันวาคม 2559 และก่อนหน้านั้นได้จัดการอบรมแก่ผู้บริหารระดับ Top Team กว่า 80 คน ของทั้งสององค์กร คือ กระทรวงศึกษาธิการ และ C.P.Group
ระหว่างวันที่ 17-20 พฤศจิกายน 2559 โดยผู้บริหารระดับสูงสุดได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันผ่านรูปแบบ Action Learning หรือการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง
ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ C.P.Group ใช้ฝึกอบรมพัฒนาผู้นำในองค์กร โดยเริ่มจากการคัดเลือกผู้นำจากแต่ละฝ่ายมาร่วมทำโครงการเป็นทีม ให้แต่ละทีมได้ลงมือทำโครงการที่คิดขึ้นจริงเป็นเวลา 6 เดือน หรือ 9 เดือน และระหว่างทำโครงการจะมีการประเมินผลจากเจ้าของโครงการ (Project Owner: ผู้ให้ความรู้ความเข้าใจกับทีม) กับผู้สนับสนุนโครงการ (Project Sponsor: เปรียบเสมือนโค้ชบุกเบิกทางให้ทีม) รวมทั้งการประเมินจากสมาชิกภายในทีม
รูปแบบการประเมิน เน้น 2 แกนหลัก คือ แกนสมรรถนะและศักยภาพ ทั้งด้านความรู้ ความเข้าใจ และความทุ่มเท และแกนคุณค่า (Values) ซึ่งเป็นพฤติกรรมแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการเป็นผู้นำที่ดี นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี เช่น การรู้จักเป็นผู้นำในเรื่องที่เหมาะสม การเป็นผู้ตาม การทำงานร่วมกัน เป็นต้น ซึ่งสุดท้ายแล้วแต่ละทีมก็จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการเรียนรู้และองค์ความรู้ร่วมกัน อันจะนำไปสู่การสลาย "ไซโล" (Cross Functional) ที่เป็นกระบวนการที่สำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงโดยใช้โครงการเป็นฐาน และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาหรือเสาะหาผู้นำที่ดีให้แก่องค์กร
นายศุภชัย เจียรวนนท์
กรรมการผู้จัดการใหญ่
และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
กล่าวถึงโครงการนี้ เมื่อ 16 ธันวาคม 2559




Thursday, February 2, 2017

เปิดอก ถกปัญหา วิกฤตการศึกษาไทย กับ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ (ตอนที่ 1)



เปิดอก !! ถกปัญหา วิกฤตการศึกษาไทย กับ รมว.ศธ. นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์

ศธ.ปฏิวัติระบบวิทยฐานะใหม่ของประเทศ

ศธ.ปฏิวัติระบบวิทยฐานะใหม่ของประเทศ

โดยนำพระราชกระแสฯด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทาง

คาดประกาศใช้ใน 3 เดือน (พ.ค.2560)

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมปฏิวัติระบบวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ โดยน้อมนำพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ ซึ่งจะไม่เน้นจัดทำเอกสารผลงานวิชาการจำนวนมาก แต่เน้นระบบตอบแทนให้ครูที่มุ่งการสอนหนังสือ มีการประเมินทั้งคุณภาพและปริมาณการสอน โดยทดลองใช้และรับฟังความเห็น ก่อนประกาศใช้ภายใน 3 เดือนนี้ (หรือภายในเดือนพฤษภาคม 2560)
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากมติที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ โดยนำพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทาง ความว่า “ปัญหาปัจจุบันคือ ครูมุ่งเขียนงานวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหาร เพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่ ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือกลับไม่ได้อะไรตอบแทน ระบบไม่ยุติธรรม เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือต้องถือว่าเป็นความดีความชอบ หากคนใดสอนดี ซึ่งส่วนมากคือมีคุณภาพและปริมาณ ต้องมี reward” (5 ก.ค. 55) และ “ครูบางส่วนเวลาสอนนักเรียนจะสอนไม่หมดแต่เก็บไว้บางส่วน หากนักเรียนต้องการรู้ทั้งหมดวิชา ก็ต้องเสียเงินไปสมัครเรียนพิเศษกับครูท่านนั้น จะเป็นการสอนในโรงเรียนหรือส่วนตัวก็ตาม” (5 ก.ค. 55) นั้น
การประชุมครั้งนี้ ได้ร่วมพิจารณาแนวทางการแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ โดยนำพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทาง ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้แก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ให้เสร็จสิ้นและประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ภายใน 3 เดือน โดยหลักเกณฑ์ใหม่จะไม่มีการจัดทำด้วยเอกสารผลงานทางวิชาการจำนวนมาก แต่จะเป็นระบบที่ยุติธรรมสำหรับครู ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพในการสอน โดยใช้แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) เป็นตัวนำ
โดยครูทุกคนทั้งประเทศจะมี ID และ Password สำหรับใช้ในการ Login เข้าไปบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลด้วยตนเอง ว่าสอนกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผ่านการอบรมอะไรบ้าง ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาจะเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบในการประเมินทั้งหมดจะจบที่สถานศึกษาหรือจังหวัดนั้น ๆ โดยไม่ต้องเสนอให้ส่วนกลางหรือ ก.ค.ศ.พิจารณา แต่ก็จะมีมาตรการควบคุมความรับผิดชอบของครูหรือผู้บริหารสถานศึกษา หากมีการฮั้วหรือรายงานเท็จ จะมีความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาด้วย ถือเป็นการปฏิวัติระบบวิทยฐานะใหม่ของประเทศ
ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือน ก่อนที่จะประกาศใช้หลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะใหม่ ขอให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดให้มี Focus Group เพื่อรับฟังความเห็นว่า ระบบใหม่ขาดตกบกพร่องอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะประกาศใช้จริง
จากการประชุมครั้งนี้ ทำให้รับทราบข้อมูลด้วยว่า มีข้าราชการครูจำนวนมากที่ไม่มีวิทยฐานะ แยกเป็นข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 33,190 คน หรือประมาณร้อยละ 10 ของครู สพฐ.ทั้งหมด ส่วนข้าราชการครูสังกัดสำนักงาน กศน. มีจำนวน 431 คน หรือประมาณร้อยละ 20 และข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ยังไม่มีวิทยฐานะ รวม 4,198 คน หรือร้อยละ 30 สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากครูไม่มีเวลาทำผลงานทางวิชาการ และต้องเสียเวลาในการจัดทำเอกสารผลงานทางวิชาการจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ครูที่ขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะจากเชี่ยวชาญเป็นเชี่ยวชาญพิเศษนั้น ยังคงจำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์เดิมคือ เน้นการจัดทำผลงานการวิจัย
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า หลักเกณฑ์ใหม่นี้ เชื่อว่าจะเป็นระบบที่สร้างความเป็นธรรมและค่าตอบแทนให้เกิดขึ้นกับครูที่มุ่งการสอนหนังสือ ซึ่งจะมีการกำหนดเกณฑ์ในการประเมินสำหรับครูที่มีปริมาณการสอนและคุณภาพการสอน เช่น การสอนเด็กพิเศษ ซึ่งมีการเตรียมการสอนที่ยุ่งยากกว่าสอนเด็กนักเรียนปกติทั่วไป ก็จะมีคะแนนเพิ่มขึ้น และการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ ก็จะยังคงมีอยู่ เพื่อสร้างมาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพครู แต่จะไม่ประเมินด้วยระยะเวลาถี่จนเกินไป ซึ่งจะพยายามลดภาระต่าง ๆ ในการประเมินสำหรับครูให้มากที่สุด ส่วนข้าราชการครูที่อยู่ระหว่างการยื่นผลงานเพื่อขอรับการประเมินวิทยฐานะที่ค้างท่อในเวลานี้กว่า 3,000 คนนั้น มอบ ก.ค.ศ.ไปพิจารณา ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการพิจารณา ส่วนตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ที่ประชุมก็เห็นตรงกันว่าอาจจะเปลี่ยนไปใช้เงินประจำตำแหน่ง เพื่อสะท้อนความเป็นจริงและสอดคล้องกับระบบบริหารมาตรฐานสากล
นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ใหม่นี้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายอะไร ถือเป็นนิยามใหม่ของการประเมินวิทยฐานะครู ที่ไม่ใช่เป็นหลักเกณฑ์ Performance Agreement :PA ซึ่งเท่ากับยกเลิกเกณฑ์ PA และแนวทางใหม่นี้จะใช้ Portfolio เป็นตัวนำกับคน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มรายใหม่ที่จะขอรับการประเมินวิทยฐานะ กลุ่มที่ค้างการประเมินซึ่งมีประมาณ 3,000 คน และกลุ่มที่ได้รับวิทยฐานะไปแล้ว จะต้องมีการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะเอาไว้เช่นเดิม
การใช้ Portfolio นี้ เป็นแนวทางในการประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ซึ่งจะเป็นการบันทึกประวัติการพัฒนาวิชาชีพของครูทุกคน ทั้งปริมาณการสอน เช่น จำนวนชั่วโมงการสอน ความยากง่ายในการสอน การสอนเด็กพิเศษ การสอนในโรงเรียนกันดาร ซึ่งจะมีคะแนนที่แตกต่างกัน และคุณภาพการสอน ซึ่งจะดูจากผลของการพัฒนาตนเอง การเข้ารับการอบรมทางไกล การอบรมออนไลน์ ผลงานการสอนที่ได้จัดทำขึ้น ฯลฯ
พร้อมทั้งจะนำระบบ IT เข้ามาช่วยบันทึกรวบรวมข้อมูลของครูทุกคน เพื่อไม่ให้ครูต้องยุ่งยากในการจัดทำเอกสารหลักฐานอีก และในระหว่างนี้จะมีการรับฟัง ประชาพิจารณ์หลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ รวมทั้งเตรียมการจัดทำระบบ IT เพื่อรองรับ e-Portfolio และทดลองใช้ให้มั่นใจ ก่อนจะประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ภายใน 3 เดือน

Friday, January 27, 2017

เลขาธิการสมาพันธ์ ฯ ชง นายก ใช้ ม.44 ยุบ สพฐ.


นายเพชรมงคล วัสสุรรณ เลขาธิการสมาพันธ์การศึกษาทางเลือกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากข้อเสนอของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเสนอการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้เน้นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและสถานศึกษา โดยคงสำนักงานปลัด ศธ.สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แต่ให้ยุบ สพฐ. และตั้ง 4 กรม 1.กรมประถมศึกษา 2.กรมมัธยมศึกษา 3.กรมวิชาการ 4.กรมการศึกษาพิเศษนั้น สมาพันธ์การศึกษาทางเลือกแห่งประเทศไทยเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว เพื่อให้การทำงานมีความชัดเจน และการตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆมีความคล่องตัว อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาล จึงอยากเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานเพิ่มเพื่อรองรับภาระงานพร้อมทั้งแก้ปัญหาเด็กหลุดระบบ ได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน คือ 1.กรมการศึกษาทางไกล 2.สำนักการศึกษาทางเลือก เพื่อตอบโจทย์ประชาชน ทั้งเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้เข้าถึงการศึกษาได้ตลอดชีวิต ส่วนข้อเสนอของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เสนอแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดตั้งเป็นกระทรวงการอุดมศึกษานั้น นายเพชรมงคล กล่าวว่า เห็นด้วยกับ ทปอ. ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีของการปฏิรูปการศึกษาที่จะหลุดพ้นจากปัญหาซ้ำซาก และเป็นการล้างอำนาจเก่า จึงขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 จัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา พร้อมทั้งยุบสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งก่อนที่โรดแมปการทำงานของรัฐบาลนี้จะหมดลงควรเร่งทำให้เสร็จเพื่อยกระดับการศึกษา. ขอบคุณที่มาจาก ไทยรัฐ วันที่ 26 ม.ค. 2560 เวลา 06:30น.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81110
นายเพชรมงคล วัสสุรรณ เลขาธิการสมาพันธ์การศึกษาทางเลือกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากข้อเสนอของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเสนอการปรับโครงสร้างกระทรวงศ

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843976
นายเพชรมงคล วัสสุรรณ เลขาธิการสมาพันธ์การศึกษาทางเลือกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากข้อเสนอของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเสนอการปรับโครงสร้างกระทรวงศ

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/843976

Monday, January 23, 2017

ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อมุ่งเน้นคุณภาพ

ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน ตามที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่าในการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติในหลักการตามแนวทาง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีระบบการคัดเลือกทั้งในการสอบข้อเขียนและการประเมินที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องการประเมินศักยภาพในการทำงาน ประวัติ ประสบการณ์การบริหาร และการประเมินผลงาน อีกทั้งเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว ต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในครั้งที่ผ่านมา  และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการตามหลักการนี้ พร้อมปฏิทินดำเนินการมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นั้น   จากมติ ก.ค.ศ. ดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปรับระบบตำแหน่งและวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลอื่นๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ในวันที่ 21 – 22 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนำเสนอ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมทั้งเตรียมการรองรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันด้วย
          นอกจากนี้ ในด้านการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ยังได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)  ตำแหน่งประเภทอำนวยการและหลักเกณฑ์การประเมิน
ค่างานสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง เมื่อวันที่ 19 – 21 มกราคม 2560 ที่ผ่านมาเช่นกัน
จากการดำเนินงานทั้ง 2 กิจกรรมนี้ ถือเป็นการเดินหน้าในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะได้เห็นมิติใหม่ของการปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป

พินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์
เลขาธิการ ก.ค.ศ.
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน ตามที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่าในการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติในหลักการตามแนวทาง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีระบบการคัดเลือกทั้งในการสอบข้อเขียนและการประเมินที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องการประเมินศักยภาพในการทำงาน ประวัติ ประสบการณ์การบริหาร และการประเมินผลงาน อีกทั้งเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว ต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในครั้งที่ผ่านมา และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการตามหลักการนี้ พร้อมปฏิทินดำเนินการมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นั้น จากมติ ก.ค.ศ. ดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปรับระบบตำแหน่งและวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลอื่นๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ในวันที่ 21 – 22 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนำเสนอ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมทั้งเตรียมการรองรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันด้วย นอกจากนี้ ในด้านการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ยังได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการและหลักเกณฑ์การประเมินค่างานสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง เมื่อวันที่ 19 – 21 มกราคม 2560 ที่ผ่านมาเช่นกัน จากการดำเนินงานทั้ง 2 กิจกรรมนี้ ถือเป็นการเดินหน้าในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะได้เห็นมิติใหม่ของการปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81085
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน ตามที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่าในการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติในหลักการตามแนวทาง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีระบบการคัดเลือกทั้งในการสอบข้อเขียนและการประเมินที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องการประเมินศักยภาพในการทำงาน ประวัติ ประสบการณ์การบริหาร และการประเมินผลงาน อีกทั้งเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว ต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในครั้งที่ผ่านมา และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการตามหลักการนี้ พร้อมปฏิทินดำเนินการมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นั้น จากมติ ก.ค.ศ. ดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปรับระบบตำแหน่งและวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลอื่นๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ในวันที่ 21 – 22 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนำเสนอ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมทั้งเตรียมการรองรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันด้วย นอกจากนี้ ในด้านการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ยังได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการและหลักเกณฑ์การประเมินค่างานสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง เมื่อวันที่ 19 – 21 มกราคม 2560 ที่ผ่านมาเช่นกัน จากการดำเนินงานทั้ง 2 กิจกรรมนี้ ถือเป็นการเดินหน้าในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะได้เห็นมิติใหม่ของการปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81085
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน ตามที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่าในการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติในหลักการตามแนวทาง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีระบบการคัดเลือกทั้งในการสอบข้อเขียนและการประเมินที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องการประเมินศักยภาพในการทำงาน ประวัติ ประสบการณ์การบริหาร และการประเมินผลงาน อีกทั้งเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว ต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในครั้งที่ผ่านมา และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการตามหลักการนี้ พร้อมปฏิทินดำเนินการมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นั้น จากมติ ก.ค.ศ. ดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปรับระบบตำแหน่งและวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลอื่นๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ในวันที่ 21 – 22 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนำเสนอ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมทั้งเตรียมการรองรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันด้วย นอกจากนี้ ในด้านการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ยังได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการและหลักเกณฑ์การประเมินค่างานสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง เมื่อวันที่ 19 – 21 มกราคม 2560 ที่ผ่านมาเช่นกัน จากการดำเนินงานทั้ง 2 กิจกรรมนี้ ถือเป็นการเดินหน้าในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะได้เห็นมิติใหม่ของการปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81085
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน ตามที่ได้มีการเผยแพร่ทางสื่อมวลชนว่าในการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติในหลักการตามแนวทาง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีระบบการคัดเลือกทั้งในการสอบข้อเขียนและการประเมินที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องการประเมินศักยภาพในการทำงาน ประวัติ ประสบการณ์การบริหาร และการประเมินผลงาน อีกทั้งเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว ต้องเข้ารับการประเมินการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในครั้งที่ผ่านมา และมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการตามหลักการนี้ พร้อมปฏิทินดำเนินการมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป นั้น จากมติ ก.ค.ศ. ดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการปรับระบบตำแหน่งและวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลอื่นๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ในวันที่ 21 – 22 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำรายละเอียดของหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อนำเสนอ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมทั้งเตรียมการรองรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกันด้วย นอกจากนี้ ในด้านการบริหารงานบุคคลของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ยังได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำ (ร่าง) มาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการและหลักเกณฑ์การประเมินค่างานสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง เมื่อวันที่ 19 – 21 มกราคม 2560 ที่ผ่านมาเช่นกัน จากการดำเนินงานทั้ง 2 กิจกรรมนี้ ถือเป็นการเดินหน้าในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกด้านไปพร้อม ๆ กัน ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และคาดว่าจะได้เห็นมิติใหม่ของการปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อไป พินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81085

สพฐ. รุกประชาสัมพันธ์และสื่อสารโครงการอาหารกลางวันนักเรียน

สำนักงานกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รุกทำแผนการประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ระดมความคิด สร้างความตระหนักให้สังคมรับทราบถึงการดำเนินโครงการกองทุนอาหารกลางวันเพื่อนักเรียน
นายพะโยม ชิณวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า การประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กรในโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง การทำงานของหน่วยงานที่มีการประชาสัมพันธ์ต่างกัน ผลสำเร็จในการสร้างความรับรู้ให้กับบุคลากรและสาธารณชนย่อมต่างกัน ความร่วมมือในการทำงาน การส่งเสริมสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ดังนั้นการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กร จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการบริหารงานของกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา ที่จะสามารถสื่อให้สาธารณชนรับรู้ว่าถึงแม้ความเจริญจะกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย และพบว่า โครงการอาหารกลางวัน สามารถแก้ปัญหาเด็กได้จริงๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีความเป็นห่วงความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้สืบสานปณิธานการดำเนินงานในเรื่องของอาหารกลางวัน ด้วยการให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ แข็งแรง โดยการบริโภคอาหารที่ได้จากการเกษตรในโรงเรียน อีกทั้งมีความรู้ทางการเกษตรด้วยการเข้าร่วมจัดทำการเกษตร และทรงหาแนวทางที่จะช่วยพัฒนาชุมชนโดยให้โรงเรียนเป็นส่วนนำในการพัฒนาและการถ่ายทอดความรู้จากเด็กไปยังชุมชน
การจัดทำโครงการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรอย่างสร้างสรรค์ ในครั้งนี้ มีนักประชาสัมพันธ์เขตพื้นที่การศึกษา มาร่วมระดมความคิดและจัดทำแผนการประชาสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบ ตามบทบาทและภารกิจ 5 กลุ่ม คือ กลุ่มจัดทำเกณฑ์การประกวดหนังสั้นกิจกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับประเทศ กลุ่มจัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและกิจกรรมดีเด่นของกองทุนฯ กลุ่มจัดทำเกณฑ์การประกวดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานกิจกรรมโครงการอาหารกลางวันดีเด่น กลุ่มจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมโครงการอาหารกลางวันผ่านสื่อ online และ กลุ่มจัดทำแผนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออื่นๆ ของกองทุนฯ ตลอดปี 2560
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันเป็นไปอย่างยั่งยืน เพราะโครงการอาหารกลางวันไม่ได้ทำเพื่อเป็นอาหารกลางวันอย่างเดียว แต่ทำเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ซึ่งสังคมส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้รับรู้ในเรื่องของการดำเนินกองทุนอาหารกลางวัน ได้เกิดความตระหนัก ร่วมขับเคลื่อน และสร้างความเข้าใจให้สังคมได้รับรู้ ให้เห็นถึงประโยชน์ของโครงการฯ เกิดแนวคิดในการช่วยกันขับเคลื่อนกองทุนอาหารกลางวันต่อไป.
..............................................................................
ทีมข่าวเฉพาะกิจโครงการอาหารกลางวัน สพฐ.

ความคืบหน้าโรงเรียน ICU

นายการุณ สกุลประดิษฐ์  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการยกระดับโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเร่งด่วน หรือไอซียู ว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แจ้งให้โรงเรียนที่ไม่ใช่โครงการในโรงเรียนประชารัฐ ประเมินสถานภาพปัจจุบันว่าต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเรงด่วนหรือไม่นั้น พบว่ามีโรงเรียนเสนอชื่อเข้าร่วมโครงการไอซียู 4,518 โรงจาก 30,717 โรง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 4,206 โรงเรียน คิดเป็น 93.06% และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 312 โรงเรียน คิดเป็น 6.91% แยกเป็นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ชายขอบ 610 โรง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 368 โรง ที่เหลือเป็นโรงเรียนในพื้นที่ทั่วไป 3,540 โรง ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามสภาพปัญหาพบว่าเป็นโรงเรียนที่มีปัญหาด้านคุณภาพ 679 โรงงบประมาณ,อาคารสถานที่,วัสดุอุปกรณ์ 2,490 โรง ด้านบุคลากร 1,040 โรง ด้านการบริหารจัดการ 103โรง ด้านโอกาสทางการศึกษา 155  โรง ยาเสพติด,มลพิษ 165 โรง และอื่น ๆ 57 โรง
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า ขณะนี้คณะกรรมการจัดระบบข้อมูลและคัดกรองโรงเรียนไอซียู กำลังวิเคราะห์ข้อมูลของโรงเรียนแต่ละแห่งว่าเป็นโรงเรียนที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องได้รับการแก้ไขหรือไม่ จากนั้นจะเรียงลำดับความสำคัญในการเข้าร่วมโครงการฯ อย่างไรก็ตามหากคณะกรรมการฯเห็นว่ามีโรงเรียนที่ไม่ได้เสนอชื่อมา แต่อยู่ในข่ายที่สมควรได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนก็สามารรถเสนอรายชื่อเพิ่มเติมได้ รวมทั้งโรงเรียนในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมก็จะนำมาพิจารณาด้วย ทั้งนี้คณะกรรมการฯน่าจะเสนอรายชื่อมาให้ตนพิจารณาภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นตนจะนำข้อมูลเสนอ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาโรงเรียนไอซียูพิจารณาอีกครั้ง ก่อนสรุปเสนอ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการเพื่อพิจารณาเห็นชอบและจัดสรรงบฯต่อไป สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาโรงเรียนไอซียูในครั้งนี้ สพฐ.ได้เตรียมกันงบประมาณไว้แล้ว ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท หากไม่เพียงพอก็อาจจะต้องเสนองบกลางต่อไป.