Wednesday, November 30, 2016

ทำไม่ประเทศฟินแลนด์ยกเลิกเรียนวิชา คณิตศาสตร์ วิทย์ศาสตร์ ประวัติศาสตร์ !

ระบบการศึกษาของฟินแลนด์ ถือเป็นหนึ่งในระบบการศึกษาที่ดีที่สุดของโลก และมักจะติด 1 ใน 10 ของการจัดอันดับจากนานาชาติอยู่เสมอ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนาระบบการศึกษาของพวกเขาต่อไป จนกระทั่งล่าสุด ฟินแลนด์ตัดสินใจที่จะปฏิวัติระบบการศึกษาใหม่อีกครั้งอย่างแท้จริง










สิ่งแรกของระบบการศึกษาใหม่นี้ คือการยกเลิกการสอนแบบรายวิชา ที่สอนในโรงเรียนแบบเดิมออกจากหลักสูตรทั้งหมด ต่อไปนี้จะไม่มีวิชาอย่าง คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วรรณคดี ฟิสิกส์ เป็นต้น
 
 

มาร์โก คิลโลเนน ผู้อำนวยการกรมสามัญศึกษาในเฮลซิงกิ อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า
“มีโรงเรียนมากมายที่ยังสอนแฟชั่นสมัยเก่า ซึ่งมันมีประโยชน์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่มันไม่จำเป็นสำหรับตอนนี้ เราต้องการบางสิ่งที่เหมาะกับศตวรรษที่ 21”


แทนที่นักเรียนจะต้องศึกษาเหตุการณ์ในอดีต อย่างสงครามโลกครั้งที่สอง การเรียนเรื่องภูมิศาสตร์และคณิตศาสตร์ พวกเขาอาจได้ศึกษาวิชา “การทำงานในคาเฟ่” ซึ่งจะได้ซึมซับความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ระบบเศรษฐศาสตร์ รวมไปถึงทักษะทางการสื่อสารอีกด้วย


สำหรับระบบนี้จะเริ่มปรับใช้สำหรับเด็กโตที่ มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป แนวคิดของระบบการศึกษาใหม่นี้ คือการที่นักเรียนควรจะได้เรียนในสิ่งที่พวกเขาต้องการเรียนจริงๆ เราต้องคำนึงถึงความทะเยอทะยานของพวกเขา เพื่ออนาคตและความสามารถของตัวเด็กเอง ด้วยแนวคิดนี้จะทำให้พวกเขาไม่ต้องเรียนคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี แล้วทุกครั้งก็จะมีเด็กตั้งคำถามว่า “ทำไมกูต้องมาเรียนเรื่องพวกนี้ด้วยวะ?”


นอกจากนั้น รูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมๆ ที่นักเรียนนั่งอยู่หลังโต๊ะนักเรียน และรอที่จะให้ครูเรียกตอบคำถามจะหมดไป แต่ทั้งครูและนักเรียนจะร่วมกันทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อถกเถียงปัญหาต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น

ระบบการ ศึกษาใหม่นี้ จะกระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกัน และนั่นจะส่งผลกระทบต่อการสอนของคุณครูทั้งหมด ทางโรงเรียนจะต้องมีการจัดการที่ดี ระหว่างคุณครูและหัวข้อวิชาต่างๆ ซึ่งตอนนี้มีคุณครูราว 70% ในเฮลซิงกิ เตรียมพร้อมที่ดำเนินการเรียนการสอนแบบใหม่นี้ โดยที่ทางรัฐบาลก็จะมีผลตอบแทนให้กับคุณครูที่มากขึ้นเช่นกัน
สำหรับระบบการศึกษาใหม่ คาดว่าจะมีการปรับใช้ในฟินแลนด์เรียบร้อยสมบูรณ์ราวปี 2020 แล้วคุณล่ะ มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับระบบการศึกษาแบบนี้บ้าง ?
Credit  petmaya

Read more http://www.unigang.com/Article/40829

Tuesday, November 29, 2016

สกศ.ชงยุทธศาสตร์ปั้นคนดิจิตอล 4.0








เมื่อวานนี้ (29พ.ย.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดการประชุม “สภาการศึกษาเสวนา (OEC Forum)” ครั้งที่ 12เรื่อง บทบาทการศึกษากับการก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สกศ. ได้นำเสนอยุทธศาสตร์การศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนสู่ประเทศไทย 4.0เพื่อชี้นำกระบวนการก้าวผ่านประเทศไทยจากยุค 3.0 ไปสู่ยุค 4.0โดยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ลดความเหลื่อมล้ำ และลดการใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย หันมาสร้างความมั่นคงผ่าน การบ่มเพาะธุรกิจ ด้านเทคโนโลยี การออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาทักษะและงานใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตส่งเสริมและสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดย่อม(SMEs)เข้มแข็ง และสามารถแข่งขันในเวทีโลกการยกระดับขีดความสามารถ การเสริมสร้างทักษะและการเติมเต็มศักยภาพของประชาชนให้ทันกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก และปรับแนวคิดจากเดิมที่คำนึงถึงความได้เปรียบเรื่องต้นทุน เป็นการคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้จากการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งระบบ

ดร.กมล รอดคล้าย กล่าวว่า สกศ. จัดทำข้อเสนอการศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนสู่ประเทศไทย 4.0ระยะเร่งด่วน 1-3 ปี ที่สามารถดำเนินการได้ทันที และสอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574ประกอบด้วย 1.เสริมสร้างศักยภาพผู้มีความสามารถพิเศษ โดยเร่งรวบรวม จัดระบบข้อมูลผู้มีความสามารถ พิเศษ อบรม พัฒนาขีดความสามารถขั้นสูง มอบหมายโครงงานสร้างนวัตกรรมตามความต้องการของประเทศ 2.พัฒนากำลังคนระดับอาชีวศึกษา คัดเลือกสถาบันอาชีวศึกษาที่มีความพร้อมเปิดสอนหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของประเทศ เน้นการเรียนรู้ที่นำไปสู่การเป็นผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต หรือ New S-curve ที่เป็นฐานผลิตใหม่ของประเทศ พัฒนาองค์ความรู้กับหน่วยงานหรือผู้ประกอบการทุกประเภท และ 3.สร้างระบบวิจัยและพัฒนา ต่อยอดสู่ระดับอุดมศึกษา โดยมอบหมายภารกิจให้มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อม และ มีความเชี่ยวชาญในแต่ละพื้นที่ รับผิดชอบการผลิตบัณฑิตสอดรับทิศทางการพัฒนาสู่ประเทศไทย 4.0จัดระบบสนับสนุนทุนการศึกษา งบประมาณ เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและภาคการผลิตที่มีนวัตกรรมขั้นสูง รวมถึงส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาโดยรัฐและเอกชนร่วมลงทุนสนับสนุนโครงการวิจัยที่สร้างนวัตกรรมที่สอดคล้องทิศทางการพัฒนาประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

“นอกจากนี้แล้ว ยังคงต้องพัฒนากำลังแรงงานปัจจุบันให้มีทักษะแห่งอนาคตที่เข้มแข็ง ตลอดจนควรเพิ่มความสำคัญกลุ่มผู้สูงอายุที่เกษียณอายุแล้ว แต่ยังมีประสบการณ์สูงเป็นผู้ประกอบการ หรือเป็นคลังสมองเพื่อให้ความรู้แก่คนรุ่นหลังให้มีทักษะเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นในการทำงาน ทั้งนี้ เพื่อพัฒนากำลังคนตรงตามความต้องการของประเทศ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต”เลขาธิการสภาการศึกษากล่าว

ด้าน ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาการศึกษาที่ดี เป็นการสร้างจุดเปลี่ยนการพัฒนาประเทศในอนาคต ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเตรียมคนไทย และยังต้องพัฒนาทักษะที่จำเป็นที่มากกว่าทักษะการเรียนพื้นฐานแบบเดิม โดยเน้นดึงจุดเด่นเฉพาะคนทันการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล สามารถใช้ประโยชน์จากความรู้และข้อมูลมหาศาลได้สอดรับและเชื่อมโยงกับการพัฒนาความเจริญของมนุษย์ หันมาพัฒนาทักษะที่มีความสำคัญมากกว่าเนื้อหา กระบวนการเรียนรู้มีความยืดหยุ่น ไม่ติดกรอบความคิดหรือหลักสูตร บูรณาการความรู้กับชีวิตได้ การใช้ประโยชน์ความรู้สำคัญกว่าใบปริญญา กระบวนการคิดสำคัญกว่าการท่องจำ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาที่สำคัญกว่าการเรียนรู้ในห้อง ...

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/education/539633

สพฐ.วางเกณฑ์ประเมินคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษา

สพฐ.วางเกณฑ์ประเมินคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษา 10 ตัวชี้วัดประเมินผลสัมฤทธิ์ในการปฎิบัติงาน พร้อมแบ่งเกณฑ์แยกระดับปรับปรุง-ดีมาก



      
          เมื่อวานนี้ (29 พ.ย.) นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปี 2559 ว่า หลังปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า มีผู้สมัครทั้งสิ้น 9,508 ราย และจะสอบข้อเขียนในวันที่ 3 ธ.ค. สอบสัมภาษณ์ 4 ธ.ค. ประกาศผลการคัดเลือก ภายในวันที่ 9 ธ.ค. และต้องเข้ารับการพัฒนาก่อนบรรจุและแต่งตั้ง 13-19 ธ.ค. จากนั้นจะบรรจุและแต่งตั้งเป็น ผอ.สถานศึกษาในวันที่ 23 ธ.ค. ซึ่งการคัดเลือก ผอ.สถานศึกษาในครั้งนี้เป็นหลักเกณฑ์ใหม่ ที่ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง ต้องได้รับการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ เพื่อพัฒนาการศึกษาเป็นเวลา 1 ปี โดยจะมีการประเมิน 2 ครั้งทุก 6 เดือน หากผลการประเมินครั้งแรกไม่ผ่านต้องพัฒนาและปรับปรุงงานในหน้าที่ของตนเองเพื่อเข้ารับการประเมินรอบ 2 หากผ่านเกณฑ์การประเมินจะได้ปฏิบัติงานในตำแหน่ง ผอ.สถานศึกษาต่อไป แต่หากไม่ผ่านการประเมินทั้ง 2 ครั้งจะต้องดำเนินการตามมาตรา 71 แห่ง พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารับเงินเดือนในอัตรากำลังทดแทน พ.ศ.2551 ซึ่งผลการประเมินเป็นประการใดให้ถือเป็นที่สิ้นสุด

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับตัวชี้วัดความสำเร็จที่จะใช้ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน มี 10 ตัวชี้วัด ดังนี้
1.ความสามารถในการอ่าน เขียน และผลสัมฤทธิ์วิชาภาษาไทยของนักเรียน 15 คะแนน
2.ผลงานหรือรางวัลที่เกิดจากการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา 10 คะแนน
3.ผลการเรียนรู้เฉลี่ย 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 10 คะแนน
4.การบริหารงบประมาณและการระดมทรัพยากรและการลงทุนจากภาคีเครือข่าย หรือภาคประชาสัมคมมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา 10 คะแนน
5.การส่งเสริมให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาทางวิชาชีพ 5 คะแนน
6.การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล 5 คะแนน
7.การมีส่วนร่วมของสถานศึกษากับผู้ปกครองและชุมชน 10 คะแนน
8.อัตราการเกณฑ์เด็กเข้าเรียนหรือการรับนักเรียนตามแผนการรับนักเรียน 10 คะแนน
9.อัตราการศึกษาต่อของนักเรียน 10 คะแนน และ
10.ผลการดำเนินการตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 คะแนน
           ทั้งนี้แบ่งเกณฑ์การตัดสินเป็น 5 ระดับ ต่ำกว่าร้อยละ 50 อยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ 50-59 พอใช้ ร้อยละ 60-69 ปานกลาง ร้อยละ 70-79 ดี และร้อยละ 80 ดีมาก ซึ่งจะนำผลการประเมินทั้ง 2 ครั้งมาเฉลี่ยเพื่อตัดสิน โดยต้องผ่านการประเมินระดับดีขึ้นไป จึงจะถือว่าผ่านการประเมินเกณฑ์ประเมิน ผอ.สถานศึกษา...

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/education/539560

ทำไมเหล่าเด็กนักเรียนในประเทศเดนมาร์ก ถึงเป็นนักเรียนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก

      ระบบการศึกษาของประเทศเดนมาร์ก ถูกจัดเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และนี่ก็คือ 5 เหตุผลว่าทำไมเหล่าเด็กนักเรียนในประเทศเดนมาร์ก ถึงเป็นนักเรียนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นลองไปอ่านและคิดตาม...

1. การมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต


ส่วนใหญ่แล้วการดูแลเด็กนักเรียนในระบบการศึกษาของประเทศเดนมาร์กนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับการฝึกเหล่าเด็กๆ เพื่อให้สอบผ่านแต่อย่างใด แต่ผลักดันให้พวกเขาเกิดความอยากรู้อยากเห็น และฝึกไหวพริบ เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาความรู้ด้วยตนเอง
โรงเรียนจะทำการส่งเสริมกระบวนการสร้างความเข้าใจให้กับเหล่านักเรียนว่าพวกเขานั้นจะถูกประเมินค่าจากคุณสมบัติส่วนตัว และความสามารถของแต่ละคน นั่นหมายความว่าทุกๆ คนจะไม่คำนึงถึงเกรดของตัวเอง ทำให้พวกเขาสามารถอยู่ในสังคมได้โดยไม่ต้องแคร์ว่าใครจะทำอาชีพอะไร
โดยหลักสูตรนี้จะขึ้นอยู่กับความคิดที่ว่านักเรียนส่วนใหญ่จะสามารถที่จะเอาใจใส่กับการเรียนหรือไม่? และผลก็คือไม่มีเด็กนักเรียนคนไหนในประเทศเดนมาร์กที่ไม่ผ่านการประเมินเลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งระบบนี้ไม่ได้มุ่งเน้นช่วยเหลือให้นักเรียนประสบความสูงสุดในชีวิต แต่เป็นการช่วยเหลือทุกๆ คน

2. การรู้จักตัวเองสำคัญพอๆ กับความสามารถในการเขียนได้และอ่านได้

  

ระบบการศึกษาของโรงเรียนในประเทศเดนมาร์กนั้นมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนในเรื่องของการพัฒนาบุคลิกภาพของแต่ละคน และพวกเขาก็ไม่ได้ทำให้นโยบายนี้เป็นเพียงแค่ประโยคที่กล่าวมาลอยๆ เท่านั้น เขาระบุออกมาเป็นกฎเลยว่าระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นไม่ควรที่จะให้แค่ความรู้เบื้องต้นกับความสามารถเท่านั้น แต่ควรที่จะช่วยในเรื่องของการพัฒนาบุคลิกภาพอีกด้วย
แม้กระทั่งในช่วงเตรียมพร้อมก่อนที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาด้วยก็เช่นกัน (โรงเรียนอนุบาล หรือ เตรียมอนุบาล) เด็กๆ จะต้องมีการเตรียมตัวหลายอย่างก่อนที่จะเข้ามาสู่ระบบการศึกษาหลัก โดยเฉพาะในเรื่องของภาษา ทำความคุ้นเคยกับกฎระเบียบของโรงเรียน เรียนรู้ที่จะใจกว้าง และเตรียมพร้อมสำหรับการมีส่วนร่วมในสังคม เป็นต้น

3. ไม่ส่งเสริมวิธีการเรียนแบบท่องจำ


ในโรงเรียนของประเทศเดนมาร์กนั้น นักเรียนทั้งหลายจะถูกส่งเสริมให้หาข้อมูลด้วยตัวเอง เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงข้อมูลและนำมาตอบคำถามได้อย่างอิสระ
โดยเชื่อว่าเพื่อที่จะได้มาซึ่งความรู้ นักเรียนควรที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเองมากกว่าที่จะมานั่งฟังแค่อาจารย์สอนเพียงอย่างเดียว
เหล่านักเรียนจะถูกสอนให้ตั้งแง่กับคำกล่าวอ้างที่มาจากผู้อื่นอยู่เสมอ และคิดข้อเสนอแนะของตัวเองขึ้นมา ดังนั้นในการทำแบบนี้ ระบบจะต้องทำการปลูกฝังความเคารพในตัวเองให้กับพวกเขา และเคารพในความคิดเห็นของคนอื่นๆ ด้วย
ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ ความสามารถในการคิดริเริ่ม เองก็เป็นความสามารถที่จะช่วยมอบประโยชน์และจำเป็นสำหรับการมีส่วนร่วมในสังคมด้วย ซึ่งถ้าเทียบกับความสามารถในการจดจำประโยคต่างๆ จากหนังสือเรียนนั้นถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย

4. ระบบการศึกษาที่ไม่ได้วัดความเก่งกันที่คะแนนสอบ หรือเกรด


ถ้าลองเปรียบเทียบความแตกต่างของระบบการศึกษาด้วยคะแนนสอบแล้ว ประเทศเดนมาร์กนั้นจะขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆ ได้ยากมากเลยล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นประเทศเดนมาร์กก็ยังถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกเป็นอันดับ 3 อยู่ดี
ในประเทศเดนมาร์กนั้นผู้คนจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่นักเรียนในโรงเรียนและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะต้องมีความสนุกกับการเรียน ไม่ได้เห็นว่าการเรียนเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากที่ไม่มีที่สิ้นสุดและรอคอยเพียงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น
สำหรับชาวเดนมาร์กที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น หากยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตดี หรือมีปัญหาในการเข้าสังคมได้อย่างยากลำบาก ระบบการศึกษาจะช่วยสร้างโอกาสให้พวกเขาเข้าเรียนในคลาสที่มีชื่อว่า Efterskole หรือ After School นั่นเอง วัยรุ่นในช่วงอายุ 14-18 ปีจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการเรียนในโรงเรียนที่จัดขึ้นให้เป็นพิเศษนี้ หลังจากนั้นพวกเขาก็จะตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งพวกเขาให้ความสนใจมุ่งเน้นไปยังส่วนอื่นๆ ด้วยไม่ใช่แค่ระบบโรงเรียนสามัญเท่านั้น ซึ่งจะให้โอากาสกับนักเรียนที่จะพัฒนาและค้นพบกับความสนใจและความสามารถของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกีฬา ศิลปะ หรืองานฝีมือ
พวกเขาจะได้รับการสนับสนุนให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่พยายามต่อสู้ที่จะปรับตัวเองให้มีชีวิตอยู่ในสังคมปรเทศเดนมาร์กมีประชากรเพียง 11% เท่านั้นที่มองว่าการมีรายได้ประจำเดือนเยอะๆ นั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญ และนำมาเป็นตัวตัดสินใจที่จะเข้าทำงานในองค์กรต่างๆ

5. ทุกๆ คนควรได้รับสิทธิ์ที่เท่าเทียมกัน


ในประเทศที่มีการจ่ายค่าภาษีสูงมากที่สุดในโลก การดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองร่ำรวยนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ จึงทำให้การเลือกอาชีพนั้นไม่ได้ตรงตามความถนัดหรือความสนใจของแต่ละคนจริงๆ กลายเป็นว่าพวกเขาไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะเลือกด้วยตัวเอง และนี่ก็เป็นสิ่งที่ชาวเดนมาร์ากได้เริ่มศึกษามาจากในโรงเรียนแล้ว
การเลือกอาชีพโดยจะทำให้มีความสุขนั้นต้องขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของระบบการแนะแนวอาชีพของประเทศด้วย จึงมีบริการทางสังคมที่จัดขึ้นไว้เพื่อให้คำปรึกษาแก่เหล่านักเรียนขึ้นมา เพื่อให้พวกเขาได้ปรึกษาก่อนที่จะเลือกเรียนในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไปหรือเลือกเรียนในวิชารอง เพื่อเตรียมพร้อมไว้สำหรับอนาคตข้างหน้า ซึ่งในระดับการเรียนการสอนที่สูงขึ้นไป การนัดเจอกันระหว่างกลุ่มนักเรียนกับคุณครูเพื่อปรึกษาแผนการในอนาคตของแต่ละคนจึงเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามาก
จากการสำรวจ วัยรุ่นชาวเดนมาร์กกว่า 50% มันใจว่าพวกเขารู้สึกมีอิสระในการเลือกอนาคตของตัวเอง และยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็คิดว่ามีความสามารถที่จะ ‘เอาอยู่’ อีกด้วย ประเทศเดนมาร์กจึงเป็นประเทศที่ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญการศึกษาในประเทศเดนมาร์กนั้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียวเพราะทางรัฐให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ นักเรียนทุกคนไม่ต้องคำนึงถึงสถานะทางบ้านของตัวเอง และพวกเขาจะได้รับเงินอย่างเพียงพอที่จะครอบคลุมทั้งด้านการศึกษาและค่าใช้จ่ายในชีวิตของพวกเขา ก็ถือว่าเป็นระบบที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว หากนำมาปรับใช้กับบ้านเราบ้างก็น่าจะมีอะไรๆ ดีขึ้นนะ หากเพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็สามารถคอมเม้นต์กันเข้ามาได้เลยนะจ๊ะ

เครดิตเว็บ http://www.unigang.com/Article/40912

 


 


 



Wednesday, August 24, 2016

ด่วน แผ่นดินไหวในพม่า แรงถึง 7.0 แมกนิจูด รู้สึกถึง กรุงเทพ

เชียงใหม่ - เกิดเหตุแผ่นดินไหวในพม่า แรงสั่นสะเทือนตามมาตราริกเตอร์วัดได้ถึง 7.0 แมกนิจูด ศูนย์กลางอยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน 509 กม. รู้สึกได้ทั้งที่เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ
วันนี้ (24 ส.ค.) สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 17.34 น.ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวในประเทศพม่า บริเวณละติจูด 20.92 ลองจิจูด 94.64 ลึก 91 กิโลเมตร วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.0 แมกนิจูด ลึกจากผิวดิน 91 กม. โดยศูนย์กลางอยู่ห่างจากตัว อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 509 กม.
จากแผ่นดินไหวดังกล่าวมีแรงสั่นสะเทือนจนรู้สึกได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่บนอาคารหรือตึกสูง หรืออยู่ในห้างสรรพสินค้าทั่วทั้งเชียงใหม่ รวมถึงกรุงเทพมหานครบางพื้นที่รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนนานร่วม 2 นาที ทำให้คนจำนวนมากแตกตื่นถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยทางหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เร่งสำรวจความเสียหายและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่อย่างเร่งด่วน
นายไมตรี ม่วงทอง หนึ่งในผู้ประสบเหตุเปิดเผยว่า ตนเองเดินทางมาซื้อของไปตกแต่งร้านตัดผม โดยมาซื้อที่ร้าน Index ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงใหม่ ชั้นล่าง ขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหวนั้นรู้สึกว่ากระจกป้ายแขวน โคมไฟสั่นไหวแรงนานกว่า 2 นาที จนทำให้ตนเองเวียนศีรษะอย่างมาก
ขณะที่คนที่อยู่บนอาคารสูงในเชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ต่างรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น
ความคืบหน้าผู้สื่อข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

คาร์บอมบ์ โรงแรมเซาเทิร์นวิว ปัตตานี

ความ เสียหายจากเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ หน้าโรงแรมเซาเทิร์นวิว ปัตตานี ส่งผลให้ร้านค้าหน้าโรงแรมซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น มีทั้งร้านคาราโอเกะ ร้านนวดแผนโบราณ ร้านขายอาหาร ร้านขายของเบ็ดเตล็ด และที่อยู่อาศัย รวมทั้งโกดังเก็บของได้รับความเสียหาย มีเพลิงไหม้ แต่ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ ส่วนโรงแรมเซาท์เทิร์นวิว สูง 10 ชั้น ได้รับความเสียหายเช่นกัน เช่นเดียวกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จอดหน้าโรงแรมจำนวนหลายสิบคัน
จากเหตุระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ชือ นส.อรพรรณ ศรีเรือนหัด อายุ 35 ปี ที่อยู่ 44 ม.6 ต.หนองผ่อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี


และผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 29 ราย
**รายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ**
1.ด.ญ.ภทรานิศฐ์ แลดูขำ
2.ด.ญ.ลภัสรดา แลดูขำ
3.น.ส.ซอลีฮะห์ หวังและ
4.น.ส.นงคภัทธ์ สุขสวัตน์
5.นายสมาน กาแลซา
6.น.ส.แลซอ แวสะดง
7.นางนันทนา ณ สงขลา
8.นางยินดี สุขสุวรรณ
9.นายสิริพันธ์ สมทรง
10.น.ส.ศราเรศถ์ ราชบุญ
11.นายเกศนรินทร์ สะนิ
12.น.ส.ปาตีเมาะ สาแล
13.น.ส.นูรไอนี เจะเลาะ
14.น.ส.สร้อยอุมา ภิรมพันธ์
15.น.ส.ฮูไซมะห์ กือเด็ง
16 น.ส.สุปราณี สุวรรณศรี
17.น.ส.ชบาไพ ยิ่งยง
18.นายอาซือมัน กะเซะ
19.นายรุสมิน สาและ
20.น.ส.ดวงฤดี ไชพุทรา
21. น.ส.เพชรนภา เป้ามีศรี
22.นายดือเระ สาและ
23. น.ส.อรัญญา จันทร์ทอง
24.น.ส.ดารุณี ศรีสวัสดิ์
25.นายซาการียา มามะ
26.น.ส.วิพาพร พงสำราญ
27.น.ส.กามารีเยาะ ยามา
28. น.ส.จุฑามาส คงกระเรียน
29 นางสัลมา ดือเระ
30.หญิงไม่ทราบชื่อ นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเมืองปัตตานี
ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยครับ

Saturday, August 13, 2016

นโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา



นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต
นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต:::การศึกษาและเรียนรู้ การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

             รัฐบาลจะนำการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ และความเป็นไทยมาใช้สร้างสังคมให้เข้มแข็งอย่างมีคุณภาพและคุณธรรมควบคู่กัน ดังนี้
             ๑ จัดให้มีการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ โดยให้ความสำคัญทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษาทางเลือกไปพร้อมกัน เพื่อสร้างคุณภาพของคนไทยให้สามารถเรียนรู้ พัฒนาตนได้เต็มตามศักยภาพ ประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้โดยมีความใฝ่รู้และทักษะที่เหมาะสม เป็นคนดีมีคุณธรรม สร้างเสริมคุณภาพการเรียนรู้ โดยเน้นการเรียนรู้เพื่อสร้างสัมมาชีพในพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนากำลังคนให้เป็นที่ต้องการเหมาะสมกับพื้นที่ ทั้งในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ
             ๒ ในระยะเฉพาะหน้า จะปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษาให้สอดคล้องกับความจำเป็น ของผู้เรียนและลักษณะพื้นที่ของสถานศึกษา และปรับปรุงและบูรณาการระบบการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสแก่ผู้ยากจนหรือด้อยโอกาส จัดระบบการสนับสนุนให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปมีสิทธิเลือกรับบริการการศึกษา ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน โดยจะพิจารณาจัดให้มีคูปองการศึกษาเป็นแนวทางหนึ่ง
              ให้องค์กรภาคประชาสังคม ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปมีโอกาสร่วมจัดการศึกษาที่มี คุณภาพและทั่วถึง และร่วมในการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ กระจายอ้านาจการบริหารจัดการศึกษาสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามศักยภาพและความพร้อม โดยให้สถานศึกษาสามารถเป็นนิติบุคคลและบริหารจัดการได้อย่างอิสระและคล่อง ตัวขึ้น
              พัฒนาคนทุกช่วงวัยโดยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้สามารถมีความรู้และทักษะใหม่ที่สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลายตามแนว โน้มการจ้างงานในอนาคตปรับกระบวนการเรียนรู้และหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับภูมิ สังคม โดยบูรณาการความรู้และคุณธรรมเข้าด้วยกันเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียน ทั้งในด้านความรู้ ทักษะ การใฝ่เรียนรู้ การแก้ปัญหาการรับฟังความเห็นผู้อื่น การมีคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นพลเมืองดีโดยเน้นความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องทั้งในและนอก โรงเรียน
              ส่งเสริมอาชีวศึกษาและการศึกษาระดับวิทยาลัยชุมชน เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะโดยเฉพาะในท้องถิ่นที่มีความต้องการแรงงาน และพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานวิชาชีพ
             ๖ พัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูที่มีคุณภาพและมีจิตวิญญาณของความเป็นครู เน้นครูผู้สอนให้มีวุฒิตรงตามวิชาที่สอน นำเทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องมือที่เหมาะสมมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อเป็น เครื่องมือช่วยครูหรือเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองเช่น การเรียนทางไกล การเรียนโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นต้น รวมทั้งปรับระบบการประเมินสมรรถนะที่สะท้อนประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นส้าคัญ
              ทะนุบำรุงและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ สนับสนุนให้องค์กรทางศาสนามีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตสร้างสันติสุขและความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม ไทยอย่างยั่งยืน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมตามความพร้อม
             ๘ อนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม ภาษาไทยและภาษาถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อการเรียนรู้สร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และความเป็นไทย นำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์อันดีในระดับประชาชน ระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ
             ๙ สนับสนุนการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านและวัฒนธรรมสากล และการสร้างสรรค์งานศิลปะและวัฒนธรรมที่เป็นสากล เพื่อเตรียมเข้าสู่เสาหลักวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียนและเพื่อการเป็นส่วน หนึ่งของประชาคมโลก
             ๑๐ ปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกที่ดี รวมทั้งสนับสนุนการผลิตสื่อคุณภาพ เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้เยาวชนและประชาชนได้มีโอกาสแสดงออกอย่างสร้าง สรรค์