Pages

Thursday, November 28, 2013

รับสมัครนักศึกษาชั้นปีที่ 1รับทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 2-2556

รับสมัครนักศึกษาชั้นปีที่ 1รับทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 2-2556
คุณสมบัติ ดังนี้
1.เป็นเยาวชนที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา 4 อำเภอ
ได้แก่ อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี
2. บิดา มาดา หรือผู้อุปการะของนศ. มีภูมิลำเนาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี
3.เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับชัั้นนมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า จากสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานียะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา อำเภอ ได้แก่ อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย โดยต้องศึกษาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวตลอดหลักสูตรแลสำเร็จการศึกษามาไม่เกิน 3 ปี
4.เป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2556 ที่ศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา
5.มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมในภาคการศึกษาที่ 1/2556 ไม่อยู่ในสภาพรอพินิจ/วิทยาทัณฑ์(Probation)
6.มีความประพฤติดี และขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษา
7.ไม่เป็นผู้ที่เคยรับทุนโครงการอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ระยะที่ 1และระยะที่ 2 มาก่อน

รายละเอียดจำนวนทุนสาขาวิชาที่ให้ทุนกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ 39 ทุน ประกอบด้วย
-กิจกรรมบำบัด /กายภาพบำบัด
-รังสีเทคนิค
-กายอุปกรณ์
-อาชีวอนามัย/ความปลอดภัย
-วิทยาศาสตร์การแพทย์สาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย (การได้ยิน)
-เทคนิคการแพทย์
นศ.ที่มีคุณสมบัติให้ติดต่อกองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยในสังกัด

Thursday, August 22, 2013

แก้อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้เหลือ0 ภายในเทอม2ปีนี้ "จาตุรนต์"สั่งด่วน/เน้นประเมินเข้มข้นป.3,6


“จตุรงค์" สั่งฟ้าแลบ แก้ปัญหาเด็กประถมอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ ตีความไม่เป็นเร่งด่วน ให้เหลือ 0 ภายในเทอม 2/2556 มอบ สพฐ.คิดระบบประเมินและคู่มือครู เน้นประเมินเข้มข้นในชั้น ป.3 และ ป.6 ส่วน ป.2, ป.4 และ ป.5 ให้ประเมินขั้นต้น

          นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการ กพฐ. แถลงข่าว “การเรียนการสอนวิชาภาษาไทยของประเทศ” โดยนายจาตุรนต์กล่าวว่า ปัจจุบันภาวการณ์อ่านออก-เขียนได้ ผลสัมฤทธิ์วิชาภาษาไทย และทักษะเพื่อการสื่อสารภาษาไทยยังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะนักเรียนระดับประถมศึกษา ถึงแม้ผลการทดสอบที่ผ่านมาจะชี้ว่าบางทักษะของใช้ภาษาไทยจะดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ ตนมองว่าวิชาภาษาไทยเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนวิชาอื่นให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงเพิ่มผลสัมฤทธิ์การประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) ในอนาคต จึงกำหนดนโยบายเร่งด่วนจะลดปัญหาการอ่านออก-เขียนไม่ได้ และไม่เข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาให้เหลือศูนย์ภายในภาคเรียนที่ 2/2556

          เบื้องต้นโครงการดังกล่าวจะมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปคิดให้เป็นระบบ ทั้งคิดหาเครื่องมือประเมินและคู่มือแนะนำครู ผ่านการสอบถามความเห็นระหว่างเขตพื้นที่ฯ โรงเรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นในต้นเดือน ก.ย.นี้จะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการต่อไป ส่วนหลักการที่ตนมอบให้ สพฐ.นั้น ได้แก่ ให้เริ่มสำรวจด้วยการประเมินผลนักเรียนสังกัด สพฐ.แบบเข้มในชั้น ป.3 และ ป.6 ทุกคน เพื่อคัดกรองหาเด็กกลุ่มอ่อนนำมาพัฒนาให้สามารถอ่านออก-เขียนได้ สื่อสารเข้าใจภายในปีการศึกษา 2556 นี้ ส่วนนักเรียนชั้น ป.2, ป.4 และ ป.5 จะใช้การประเมินขั้นต้น เพื่อสำรวจหาเด็กอ่อนมากๆ นำมาพัฒนา

“แนวทางพัฒนาภาษาไทยให้กับผู้เรียนอาจมีหลายแบบ ที่ผ่านมาก็มีหลายโรงเรียนใช้นวัตกรรมของตัวเองจนประสบความสำเร็จ เช่น การเรียนพิเศษเพิ่มเติม การจัดห้องเรียนใหม่ด้วยการนำเด็กอ่อนมารวมกลุ่มกัน เน้นหนักวิชาภาษาไทย ลดน้ำหนักวิชาอื่น ซึ่งหากผู้เรียนสามารถอ่านออก-เขียนได้ สื่อสารเข้าใจแล้ว ก็ค่อยย้ายกลับห้องเรียนเดิม อย่างไรก็ดี การดำเนินการเรื่องดังกล่าวจะต้องสื่อสารให้ผู้ปกครองเข้าใจ ว่าวิชาภาษาไทยจะเป็นบันไดขั้นแรกในการเรียนวิชาอื่นๆ ให้ดีได้ และสามารถยกผลสัมฤทธิ์ได้ในอนาคต” นายจาตุรนต์กล่าว

          นายชินภัทรกล่าวว่า ที่ผ่านมาเขตพื้นที่ฯ กับโรงเรียนจะสแกนหาเด็กอ่อนภาษาไทยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มีส่วนกลางเข้าไปร่วมด้วยในการทำเครื่องมือประเมินผู้เรียน จากนั้นจะให้เขตพื้นที่ฯ ไปเผยแพร่ต่อ ทั้งนี้ ก็ขอให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นเพื่อเป็นข้อมูลให้ สพฐ.ติดตามปัญหาดังกล่าวต่อไป

          นางเบญลักษณ์กล่าว  ถึงเครื่องมือประเมินผลว่า จะเป็นแบบทดสอบให้เด็กได้อ่านให้ครูฟัง อย่างเด็ก ป.3 ต้องอ่านให้ได้ในระดับของ ป.3 ขณะที่ครูก็จะประเมินผลตามคู่มือที่ สพฐ.ให้เขตพื้นที่ฯ ไป ส่วน ป.6 ก็เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม คิดว่าเครื่องมือประเมินผลและคู่มือครูจะสามารถจัดทำได้เสร็จสิ้นภายในปลาย เดือน ส.ค.นี้.

Wednesday, August 21, 2013

นโยบาย จตุรงค์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(นายจาตุรนต์ ฉายแสง) วันที่ 11 ก.ค. 2556

นโยบายที่จะเร่งรัดดำเนินการทั้ง 8 ประการ มีดังนี้

1. เร่งปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ผู้เรียน สามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง  โดยปฏิรูปให้มีความเชื่อมโยงกันทั้งหลักสูตรและการเรียนการสอน ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับการเรียนรู้ยุคใหม่ การพัฒนาครู และการพัฒนาระบบการทดสอบ การวัดและประเมินผลที่ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับหลักสูตรและการเรียนการสอน และการพัฒนาผู้เรียน

2. ปฏิรูประบบผลิตและพัฒนาครู ให้มีจำนวนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการ มีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปัจจุบัน รองรับหลักสูตรใหม่ และการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ รวมทั้งพัฒนาระบบประเมินวิทยฐานะครูให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ดูแลระบบสวัสดิการและลดปัญหาที่บั่นทอนขวัญ กำลังใจของครู ให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนการสอนและคุณภาพผู้เรียน

3. เร่งนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาใช้ในการปฏิรูปการเรียนรู้ สร้างมาตรฐานการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์แบบพกพา (แท็บเล็ต) และพัฒนาเนื้อหาสาระ พัฒนาครู และการวัด ประเมินผลที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งเพื่อเป็นเครื่องมือให้เกิดระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสังคมไทย

4. พัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบได้กับระดับสากล ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ

5. ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาเร่งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานมากกว่าการขยายเชิงปริมาณ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีโดยให้มีการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาของไทย เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน และจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก (World Class University) ให้มากขึ้น

6. ส่งเสริมให้เอกชนและทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษามากขึ้น

7. เพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มอายุได้รับบริการการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้ด้วยโอกาสและการพัฒนากองทุนเงินกู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (ICL) ให้สามารถเป็นกลไกในการพัฒนาคุณภาพ เพิ่มโอกาสและผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ

8. พัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ด้วยการสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาและสถานศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับ เศรษฐกิจ สังคม อัตลักษณ์ และความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นให้มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การสร้างขวัญ กำลังใจให้กับนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา

 

หนุนปฏิรูปเรียนรู้ทำให้ป.1-3 อ่านออกเขียนได้100%ในเทอม 2


สพฐ.เน้น เด็กช่วงชั้นที่ 1 อ่านออกเขียนได้ 100% ในเทอม 2 มอบเขตพื้นที่ฯ ทำเครื่องมือสแกนหาเด็กอ่อน พร้อมจัดซ่อมเสริมให้ดีขึ้น เชื่อหากสำเร็จ การเรียนวิชาอื่นดีขึ้นด้วย

วันที่ 20 สิงหาคม นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการวางแผนงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้ง ระบบ เบื้องต้น สพฐ.จะดำเนินการแก้ปัญหาอ่านออกเขียนได้ในวิชาภาษาไทยของนักเรียนในช่วงชั้น ที่ 1 ทั้งประเทศ โดยได้มอบหมายให้เขตพื้นที่การศึกษาจัดทำเป็นข้อเสนอ และมาตรการการใช้เครื่องมือประเมินความบกพร่องค้นหาเด็กที่อยู่ในกลุ่ม เสี่ยงที่ยังไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ เพื่อสร้างหลักประกันว่าภายในปี 2556 ภาคเรียนที่ 2 เด็กในช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3) จะต้องอ่านออกเขียนได้ครบ 100% ซึ่งเขตพื้นที่ฯ อาจมีมาตรการเร่งรัด สอนซ่อมเสริมเด็กกลุ่มเสี่ยงให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

นอกจากนี้ จะมีการส่งเสริมการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นรูปธรรม อาจประยุกต์ความรู้ด้านภาษา การคำนวณ และวิทยาศาสตร์ มาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น จัดทำคู่มือฝึกอบรมครู ส่งเสริมกระบวนการคิดตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยทั้งสองเรื่องนี้ สพฐ.จะจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาเห็นชอบต่อไป รูปธรรมดังกล่าวจะทำให้มั่นใจได้เมื่อเด็กเรียนจบช่วงชั้นที่ 1 อ่านออกเขียนได้ นำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนต่อไป.

ที่มา ไทยโพสต์

Friday, August 9, 2013

รื้อประเมินวิทยฐานะครูใช้โอเน็ต 50%


"อ๋อย" รื้อระบบประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ของครู เพิ่มสัดส่วนคะแนนโอเน็ตเป็น 50% จากปัจจุบันใช้แค่ 20% เบื้องต้นสั่ง สพฐ.-ก.ค.ศ.ไปคิดหลักเกณฑ์ใหม่ พร้อมให้โยงผลโอเน็ตต่อการพิจารณาโยกย้ายครูด้วย เล็งทำข้อตกลง ผอ.เขตพื้นที่ฯ ต้องสนใจยกผลฤทธิ์นักเรียนในพื้นที่

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) 3 เรื่อง ได้แก่
1.การปรับเปลี่ยน ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ (ว5) ใหม่ เพื่อให้การประเมินวิทยฐานะมุ่งไปที่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนให้มากขึ้น โดยจะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปคิดหลักเกณฑ์และวิธีการในส่วนนี้และจะต้องหาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยกันคิด เพื่อให้ค่าน้ำหนักในหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะประเมิน วิทยฐานะ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางวิชาชีพครูเพียงอย่างเดียว

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า
2.มอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปพิจารณาเพื่อให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายหรือให้ความดีความชอบของครู โดยจะต้องคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนและผู้เรียนมากขึ้น อย่างหลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะของ ก.ค.ศ.ควรมีข้อตกลงกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ฯ เพื่อให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ให้ความสนใจพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนของโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาให้ ดีขึ้น และที่สำคัญต้องไม่ทอดทิ้งให้โรงเรียนจำนวนมากมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ
นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า ในภาพรวมของการประเมินวิทยฐานะทั้งหมดจะต้องมีการปรับ ซึ่งในส่วนของสัดส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่จะนำมาใช้จะต้องมีสัดส่วนที่ เพิ่มมากขึ้น เบื้องต้นควรจะต้องเพิ่มเป็นอย่างน้อยประมาณ 50% จากปัจจุบันที่มีการใช้สัดส่วนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาประเมินวิทยฐานะ ประมาณ 10-20% เท่านั้น ทั้งนี้ หากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากคะแนนผลทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) สูงขึ้น ผลสัมฤทธิ์ของครูก็ต้องย่อมดีขึ้นเช่นกัน ฉะนั้นต้องทำให้ทั้งระบบให้ความสนใจและเข้าใจกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา ครูและผู้ปกครองนักเรียน ซึ่งหากทุกส่วนเข้าใจแล้วจะทำให้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน และ
3.ได้มอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปเตรียมวางแผนรองรับกรณีที่จะมีข้าราชการครูที่จะเกษียณอายุราชการจำนวนมากในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะทำให้ประสบภาวะขาดแคลนครูจำนวนมากในภาพรวมและรายสาขาวิชาเอก อีกทั้งสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและไม่นานนี้ น่าจะมีภาวะที่นักเรียนลดน้อยลงอย่างมาก สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องไปวิเคราะห์และหาข้อมูลวางแผนการจัดสรรบุคลากรรอง รับ.


ที่มา ไทยโพสต์

"จาตุรนต์" สั่งรื้อระบบให้เงินอุดหนุนรายหัว -ไม่ยึดแค่จำนวนเด็ก


เสมา 1 มอบการบ้านสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รื้อระบบการให้เงินอุดหนุนรายหัวใหม่ ไม่ยึดแค่จำนวนเด็ก


เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สก ศ.)ว่าตนได้มอบนโยบายการทำงานให้สกศ.เป็นหน่วยประสานงานกับองค์กรหลักในการ ทำแผนและมาตรการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญๆ ของศธ.ตลอดจนติดตามประเมินผลนโยบายและทำการวิจัยเพื่อหาข้อมูลสนับสนุนการ ดำเนินงาน ซึ่งในวันนี้สกศ.ได้นำเสนอร่างยุทธศาสตร์การศึกษาพ.ศ.2556-2558 และแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปรับปรุง พ.ศ.2556-2559 โดยตนได้ให้สกศ.นำร่างทั้ง 2 ฉบับไปปรับปรุงให้สอดคล้องกับนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล และนโยบายที่ตนได้มอบให้ ทั้งนี้ยืนยันว่านโยบายที่มอบไม่ใช่นโยบายส่วนตัว แต่เป็นนโยบายที่ได้วิเคราะห์มาจากนโยบายของรัฐบาลและปรับให้เข้ากับสภาพการ ทำงานของศธ.

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้สกศ.ยังได้เสนอผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อหน่วย ประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวให้สอดคล้องกับสภาพ ปัจจุบัน โดยมีวงเงินที่สูงขึ้นแต่ จากการที่ตนได้เดินทางไปพบผู้บริหารองค์กรหลักต่างๆ พบว่า การจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ผ่านมา ยังมีปัญหาต่างๆ เช่น มีการอุดหนุนโดยไม่คำนึงถึงขนาดของสถานศึกษา ผลกระทบที่มีต่อคุณภาพการศึกษา ทั้ง การกระจายทรัพยากร ครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียน โรงเรียนขนาดใหญ่มีการดูดนักเรียนเข้าไปเรียนจำนวนมากจนมีนักเรียนสูงถึง60 คนต่อห้องเพื่อให้ได้เงินอุดหนุนรายหัวจำนวนมากแต่ทำให้คุณภาพการศึกษาลดลง ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยก็ได้เงินอุดหนุนรายหัวน้อยมากจนไม่ สามารถนำไปทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ ได้ ขณะเดียวกันสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยก็มีข้อ กำหนดการรับเงินอุดหนุนรายหัวว่าครูกศน.1 คนต้องดูแลนักเรียน 60 คนถึงจะได้รับเงินอุดหนุนทำให้ครูกศน.ได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่ต่ำประมาณ เดือนละ 9,000 บาทเท่านั้น ดังนั้นตนจึงได้มอบโจทย์ให้สกศ.ไปคิดเงินอุดหนุนรายหัวฯใหม่ อาทิ การวางหลักเกณฑ์ให้การอุดหนุนโรงเรียนในฐานะที่เป็นโรงเรียน ไม่ใช่ให้การอุดหนุนรายหัวตามจำนวนเด็กในโรงเรียนเท่านั้น, กำหนดเพดานนักเรียนต่อห้องที่จะได้รับเงินอุดหนุนรายหัวฯ เช่น 1ห้องเรียนไม่ควรมีนักเรียนเกิน 45 คน เป็นต้น

"สกศ.ต้องไปคิดระบบการให้เงินอุดหนุนรายหัวฯใหม่ว่าควรให้การอุดหนุนผ่าน ช่อง ทางใดบ้าง และมีหลักเกณฑ์อย่างไร ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการให้เงินอุดหนุนรายหัวฯ ตลอดจนปรับอัตราเงินอุดหนุนรายหัวฯที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงเงินอุดหนุนรายหัวฯการศึกษานอกระบบและโรงเรียนเอกชนด้วย ทั้งนี้คาดว่าสกศ.น่าจะใช้เวลาพิจารณาเรื่องนี้ไม่นาน ส่วนตัวเลขการปรับเงินอุดหนุนรายหัวของการศึกษาเอกชนตามอัตราเงินเฟ้อที่สก ศ.เสนอมานั้นเนื่องจากขณะนี้การจัดทำงบประมาณปี2557ได้ผ่านไปแล้ว อย่างไรก็ตามหากสกศ.สามารถเสนอระบบเงินอุดหนุนรายหัวฯใหม่อาจจะนำมาใช้ในต้น ปีการศึกษา 2557" นายจาตุรนต์ กล่าว.


ที่มา เดลินิวส์ วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2556